จากข้อมูลทางระบาดวิทยาวัณโรคของไทย พบว่าสถานการณ์ในกลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำมีขนาดปัญหาสูงกว่ากลุ่มประชากรทั่วไปประมาณ 10 เท่า ดังนั้น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ร่วมมือกับ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ในการเร่งรัดการดำเนินงานวัณโรคในเรือนจำอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ซึ่งผลการดำเนินงานควบคุมวัณโรคเป็นที่ประจักษ์ และเป็นแบบอย่างให้กับนานาชาติได้

อย่างไรก็ตามยังคงมีบทเรียนรู้ต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องพัฒนาให้การดำเนินงานไปสู่เป้าหมายการลดโรคจนวัณโรคไม่เป็นปัญหาในกลุ่มประชากรดังกล่าวในที่สุด การจัดทำมาตรฐานการป้องกันและรักษาวัณโรคในเรือนจำ (Standards for TB Prevention and Care in Prisons: QTBP) เป็นความจำเป็นเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานวัณโรคในเรือนจำให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับซึ่งเป็นแนวทางสากลสำหรับการดำเนินงานในปัจจุบัน และผู้จัดทำหวังว่าแนวทางมาตรฐานนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ปฏิบัติงานวัณโรคทุกระดับ หากมีข้อเสนอแนะใด ๆ คณะผู้จัดทำยินดีรับข้อเสนอ เพื่อการปรับปรุงให้คู่มือมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามแผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ พ.ศ. 2560-2564 ประเทศไทยตั้งเป้าลดอัตราอุบัติการณ์ของวัณโรคลงร้อยละ 12 ต่อปี จากปัจจุบัน 171 ต่อประชากรแสนคน ให้เหลือ 88 ต่อประชากรแสนคน เมื่อสิ้นปี 2564 และให้เหลือ 10 ต่อประชากรแสนคน เมื่อสิ้นปี 2578 ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่อาจป่วยเป็นวัณโรคสูง ได้แก่ ผู้ต้องขังในเรือนจำ ผู้สูงอายุ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเบาหวาน แรงงานข้ามชาติ บุคลากร สำหรับวัณโรคในเรือนจำมีอัตราป่วยสูงกว่าประชากรทั่วไป 7 – 10 เท่า โดยประชากรผู้ต้องขัง 100,000 คน จะมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 700 คน หากผู้ต้องขังไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา โอกาสที่จะแพร่กระจายเชื้อให้คนอื่น ๆ ในเรือนนอนได้ง่ายและเสี่ยงต่อการป่วยเป็นวัณโรคดื้อยาเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรทั่วไป ทั้งนี้ การดำเนินงานวัณโรคในเรือนจำ กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายในการค้นหาวัณโรคเชิงรุกโดยเอกซเรย์ปอด 100% มีการแยกเรือนนอนผู้ป่วยวัณโรคระยะแพร่กระจายเชื้อ การดูแลผู้ป่วยให้กินยาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ทุกวัน เพื่อเป็นการค้นหาผู้ป่วยวัณโรคให้พบโดยเร็ว ลดการระบาดในเรือนจำ ซึ่งถือเป็นแนวทางร่วมกันที่จะ “คืนคนดี สุขภาพดี ปลอดวัณโรค สู่สังคม”. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth