เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. โลกออนไลน์พากันขุดคุ้ยเรื่องราวของมิจฉาชีพหนุ่มรายหนึ่ง ที่แอบอ้างว่าตัวเองเป็นพนักงานของกระทรวงแห่งหนึ่ง โดยใช้ทวิตเตอร์ชื่อว่า @ผงชูรส เผยแพร่คลิปอนาจารและตั้งกลุ่มไลน์ หลังล่อลวงเด็กผู้ชาย โดยเฉาะเยาวชนให้หลงมีเซ็กส์ด้วย จากนั้นจะถ่ายคลิปเอาไว้ เมื่อเสร็จกิจกรรมแล้ว ก็จะบอกว่าต้องการแพร่เชื้อเอชไอวี และนำคลิปไปจำหน่ายและใช้แบล็กเมล์เหยื่อตามที่กำลังเป็นกระแสอยู่บนโลกออนไลน์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สอบถามไปยังหนุ่มรายหนึ่ง อายุ 21 ปี แหล่งข่าวผู้ที่ออกมาแฉ กล่าวให้ฟังว่า ตนไม่รู้จักผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเป็นการส่วนตัว เพียงแค่เป็นเพื่อนของเพื่อนที่รู้จักกันเท่านั้น ด้วยความสงสารตนออกมาโพสต์แบบนี้ เพราะไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่ออีก ซึ่งมิจฉาชีพหนุ่มคนนี้ได้สร้างกลุ่มไลน์ลับขึ้นมา เพื่อเผยแพร่คลิป มีสมาชิกกว่า 300 คน โดยถ้าใครสนใจก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 650 บาท จากนั้นจะได้รับชมคลิปกิจกรรมเซ็กส์ที่เด็กชายหรือเหยื่อถูกกระทำ นอกจากนี้มิจฉาชีพคนดังกล่าวยังได้สร้างทวิตเตอร์ขึ้นมา โดยจะปรับเปลี่ยนชื่อทวิตเตอร์ไปเรื่อยๆ ซึ่งคลิปกิจกรรมเซ็กส์ก็จะถูกเผยแพร่ในทวิตเตอร์เช่นกัน กระทั่งน้องคนที่ตกเป็นเหยื่อเห็นใบหน้าตัวเอง จึงพยายามร้องขอมิจฉาชีพรายนี้ ให้ลบคลิปดังกล่าว แต่กลับถูกปฏิเสธ พร้อมกับได้รับข้อเสนอว่า ต้องจ่ายเงินจำนวน 3,000 บาท เพื่อแลกกับการลบคลิป

“เขาทำอะไรกับเด็กอายุไม่ถึง 18 ปี ถ่ายรูป ถ่ายคลิปประจานแล้วแบล็กเมล์เรียกเงิน ตอนใส่ถุงที่ห้องน้ำกระทรวงก็ใช้กรรไกรเจาะถุง บอกเด็กผู้ชายว่าติดเชื้อเอสไอวี แล้วก็อยากแพร่เชื้อต่อ ไม่แน่ใจว่าเป็นพนักงานประจำหรือเป็นข้าราชการในกระทรวงนี้นะครับ ผมสงสารน้องเขามาก อนาคตจะเป็นยังไงต่อไปไม่รู้เลยทีนี้” เพื่อนเหยื่อรายนี้ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเพิ่มเติมไปยัง นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความและนักกฎหมายอิสระ ให้ข้อมูลว่า หากพิจารณาตามข้อมูลเบื้องต้น ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี แม้จะสมยอมหรือไม่สมยอม ก็ยังต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งจะถูกดำเนินคดีข้อหาล่อลวง แต่หากเหยื่ออายุ 15 ปีขึ้นไป จะสามารถยอมความกันได้ ทั้งนี้หนึ่งการกระทำที่เห็นได้ชัด คือนำสื่อลามกอนาจารเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ว่าจะนำเข้าสู่ระบบไลน์ ทวิตเตอร์ หรือเฟซบุ๊ก และแอปพลิเคชันอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานข่มขู่รีดเอาทรัพย์ (แบล็กเมล์) อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบไปยัง เฟซบุ๊กของหนุ่มรายนี้ กลับพบว่าได้ถูกปิดไปเรียบร้อยแล้ว จากนั้นตรวจสอบเพิ่มเติมไปยัง อินสตาแกรมส่วนตัว ซึ่งได้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ป้องกันไม่ให้ชาวเน็ตมองเห็นความเคลื่อนไหว พร้อมกับลบรูปภาพบางส่วนออกไปอีกด้วย

ขอบคุณ เดลินิวส์