รัฐบาลอิสราเอลขีดเส้นตายให้ผู้อพยพผิดกฎหมายชาวแอฟริกันเกือบ 40,000 คน เดินทางออกนอกประเทศภายในสิ้นเดือนมี.ค.นี้ มิเช่นนั้นจะถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 4 ม.ค. ว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวเมื่อวันพุธ ยืนยันการเดินหน้ามาตรการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายชาวแอฟริกันราว 38,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ถือสัญชาติเอริเทรียและซูดาน โดยผู้อพยพกลุ่มนี้มีเวลาถึงวันที่ 31 มี.ค. นี้เท่านั้นในการเดินทางออกจากอิสราเอล พร้อมค่าชดเชยที่รัฐบาลอิสราเอลจะมอบให้รายละ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 113,400 บาท ) พร้อมการจัดหาบัตรโดยสารเที่ยวบินสู่จุดหมายที่ต้องการ นั่นคือการเดินทางกลับภูมิลำเนาที่จากมา หรือเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม โดยจะไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมด้วย
 
ทั้งนี้ จำนวนเงินชดเชยจะลดลงหากผู้อพยพเดินทางออกจากอิสราเอลหลังผ่านพ้นเส้นตายดังกล่าว และผู้ที่ปฏิเสธเดินทางออกนอกประเทศจะถูกจับกุมและดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม มาตรการเนรเทศผู้อพยพในครั้งนี้ยังคงยกเว้นเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ได้รับผลกระทบจากขบวนการค้ามนุษย์ อนึ่ง มาตรการเนรเทศผู้อพยพของรัฐบาลอิสราเอลในครั้งนี้เป็นที่จับตาของหลายฝ่ายมานานแล้ว หลังมีการประกาศเตรียมปิดศูนย์พักพิงในเมืองฮูลอต ซึ่งอยู่ในทะเลทรายเนเกฟที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ ปัจจุบันศูนย์แห่งนี้รองรับผู้อพยพราว 1,200 คน

ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอชซีอาร์ ) ออกแถลงการณ์เตือนอิสราเอลว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในรัฐสมาชิกของ “อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย” ฉบับปี 2494 รัฐบาลเทลอาวีฟต้องให้ความคุ้มครองตามหลักมนุษยธรรมแก่ทั้งผู้ลี้ภัย และบุคคลซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลตามบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องนี้